บทที่ 5 พี่ชายต่างแม่
ตอนที่ 5 พี่ชายต่างแม่
“นี่คือโรงแรมของพ่อที่คุณบอกผมอย่างนั้นเหรอ”
ผมยืนอ้าปากค้างมองโรงแรมกึ่งรีสอร์ทขนาดใหญ่ ป้ายชื่อโรงแรมใหญ่เท่าป้ายบิลบอร์ดโฆษณาตั้งอยู่ริมหาดหันหน้าออกสู่ทะเล ส่วนของตึกสูงกะประมาณจากสายตาคร่าวๆ คงมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบชั้น สร้างล้ำลึกเข้าไปในส่วนที่เป็นผืนดินแต่ไม่มากนักเพราะสระว่ายน้ำส่วนกลางมันเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกับทะเลเบื้องล่าง ส่วนด้านหน้าและด้านข้างยาวตลอดแนวชายหาดซึ่งเป็นเหมือนคลับเฮาส์ บาร์ มันยื่นล้ำกินอาณาเขตเข้าไปจนเกือบกลางทะเล หากนั่งอยู่ภายในจึงคล้ายๆ กับกำลังนั่งดื่มเบียร์เย็นๆ บนยอดคลื่น แม้ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายสิ่งปลูกสร้างมากนัก แต่พอรู้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้เป็นสิ่งไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน
“ใช่ ที่นี่แหละ”
“แต่คุณบอกว่ามันสร้างล้ำชายหาด นี่มันไม่ได้แค่ล้ำแล้วนะ มันสร้างยื่นเข้าไปในทะเลตั้งหลายเมตร”
“เพราะอย่างนี้ ฉันถึงอยากให้เธอมาเห็นมันด้วยตาตัวเอง”
“แล้วแบบนี้จะทำยังไง พ่อกับพี่ตะวันไม่รู้เหรอว่า....ว่ามันผิด” ความรู้สึกเหมือนลำคอนั้นแห้งเป็นผง ความสับสนมึนงงยังคงตบตีกันอยู่ในสมอง ครอบครัวของผมดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มานาน ข้อจำกัด ข้อห้าม เหล่านี้ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ปล่อยผ่านกันได้ง่ายๆ
“เธอคิดว่าเรื่องพื้นฐานง่ายๆ แบบนี้พ่อกับพี่ชายของเธอจะไม่รู้อย่างนั้นเหรอ” นายพสิษฐ์เดินเอามือล้วงกระเป๋าทำเป็นเก๊ก เตร่เดินพรางชี้ชวนให้ผมดูส่วนที่มันยื่นล้ำออกไปในทะเล
“ในเมื่อรู้แล้วทำไมถึงยังทำต่อล่ะ ถ้าเกิดเรื่องนี้มีคนร้องเรียนแล้วถูกตรวจสอบขึ้นมาจะทำยังไง ข้อบังคับพวกนั้น ผมหมายถึงถ้าหากว่ามัน...”ผมพยายามเรียบเรียงคำพูดตามหลักวิชาการในหัว
“ที่นี่อาจถูกทุบทิ้งทั้งหมด ตึกนั้นล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ชายหาดครึ่งหนึ่ง ส่วนรีสอร์ท เกสต์เฮาส์พวกนี้ ยังไงก็ต้องรื้อทิ้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงเท่านี้เพราะยังมีเรื่องของค่าปรับ ที่บริษัทของพ่อเธอต้องจ่ายเพิ่มอีก หนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน”
“ทุบทิ้งทั้งหมดนี่เลยเหรอ” ผมหันหลังกลับไปมองโรงแรมใหญ่ดีไซน์สวยแปลกตามูลค่าหลายพันล้านบาทของครอบครัว รู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมใจสั่นหวิวๆ ขึ้นมาทันที
“ใช่ เงินหลายพันล้านที่พ่อของเธอลงทุนไป มันจะกลายเป็นเพียงเศษอิฐ เศษปูนเท่านั้น”
“แล้วสองแม่ลูกนั่นรู้เรื่องนี้หรือเปล่า” ผมนึกไปถึงยัยวิกานดาเมียน้อยพ่อ พร้อมลูกชายที่กำลังเดินทางมาที่นี่เหมือนกัน
“สองคนนั้นกำลังวิ่งเต้นยัดเงินให้กับพวกเจ้าหน้าที่ แล้วก็จ่ายเงินเพื่อปิดปากพวกชาวบ้านที่เข้ามาร้องเรียน”
“สองคนนั้นจะทำสำเร็จมั้ย”
“เธออยากให้พวกเขาทำสำเร็จหรือเปล่าล่ะ” สายตาถากถางเย็นชามองกลับมายังผม
“ผม...เอ่อ”
พ่อกับพี่ชายของผมทำผิดกฎหมายอย่างหาข้ออ้างใดๆ มาแก้ต่างไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ผลลัพธ์ของการกระทำนั้น มันอาจทำให้ทรัพย์สินของเราวิบัติฉิบหายลงในพริบตา เงินลงทุนมูลค่ามหาศาลจะกลายเป็นศูนย์ หรืออาจถึงขั้นติดลบ ในขณะที่แม่เลี้ยงกับพี่ชายต่างแม่กำลังจะทำเรื่องเลวร้ายไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่สองแม่ลูกทำลงไปนั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์และพยายามฝังกลบความผิดที่พ่อผมสร้างขึ้น ถ้าหากพวกมันทำสำเร็จโรงแรมแห่งนี้จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้มันกินใช้สบายไปทั้งชาติ แต่ถ้าไม่...
“ที่ฉันเคยพูดเอาไว้ อาณาจักรของพิทักษ์วัฒนา มันจะค่อยๆ ล่มสลายลงอย่างช้าๆ โดยมีจุดเริ่มต้น...คือที่นี่” ดวงตาคมเป็นประกายมองกลับไปยังโรงแรมใหญ่
“คุณพาผมมา เพื่อให้เห็นความหายนะของตระกูลผมอย่างนั้นเหรอ”
“ฉันอยากให้เธอมาเห็นมันด้วยตาตัวเอง ไม่อยากให้เธอได้ยินมันจากปากคนอื่น ต้องการให้เธอได้รู้เอาไว้ว่า หากวันหนึ่งข้างหน้าพิทักษ์วัฒนาจะไม่เหลืออะไรเลย นั่นเป็นเพราะพวกเธอทำตัวเองทั้งนั้น”
ความจริงอันน่าอึดอัดไร้ข้อแก้ต่างจนผมไม่กล้ามองหน้านายพสิษฐ์คู่อริต่างตระกูล ผมจะเอาหน้าที่ไหนไปชี้นิ้วด่ามันอีก ในเมื่อเวลานี้ความผิด ความไม่ดีที่พ่อและพี่ชายของผมทำไว้ มันปรากฏทนโท่อยู่ตรงหน้า นายพสิษฐ์พาผมมาทิ้งไว้ภายในเกสต์เฮาส์ส่วนตัวแห่งหนึ่ง กำชับนักหนาว่าห้ามไม่ให้ผมออกไปไหน ส่วนตัวเองออกไปข้างนอกเพราะต้องไปร่วมงานแถลงข่าวยังโรงแรมใหญ่
ลมทะเลโชยพัดผ่านพาอากาศอบอ้าวกับความเหนียวเหนอะหนะมาปะทะผิว ผมนั่งทิ้งอารมณ์จมจ่อมลงสู่ความเวิ้งว้างว่างเปล่า ในสมองมีเพียงควันสีเทาขมุกขมัว ผมเพิ่งเรียนจบมาได้ไม่นานรับรู้กิจการและธุรกิจ เรื่องราวภายในบ้านและครอบครัวบ้างแต่ยังไม่มากนัก
“ไง...ไอ้น้องชาย” เสียงกระด้างดังลอยมาจากด้านหลัง
“ไอ้อาทิตย์” พี่ชายต่างแม่ เหยียดยิ้มน่ารังเกียจพร้อมกับขยับขาก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าคมคายละม้ายคล้ายพ่อผู้ล่วงลับมากกว่าผมกับพี่ตะวันรวมกันเสียอีก มันน่าเจ็บใจตรงนี้แหละ
“ไม่คิดว่านายจะกล้ามาที่นี่ นายมาทำไมหรือว่าอยากประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่านายยังไม่ตาย”
“คนอย่างไอ้ทิวาไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก โดยเฉพาะตายด้วยน้ำมือคนชั่วอย่างมึงสองแม่ลูก”
“ฟังนะทิวานายได้อย่าลำพอง อย่าหยิ่งผยองพองขนให้มันมากนัก สักวันหนึ่งนายจะเจ็บ จนต้องร้องไห้คร่ำครวญ ดิ้นทุรนทุราย คลานมาร้องขอให้ฉันกับแม่ช่วย ไม่ต่างจากหมาขี้เรื้อนข้างถนน”
“มึงสิหมา ไอ้ลูกนอกคอก ลูกเมียน้อย”
“หุบปาก!”
ผัวะ! ฝ่ามือหนักตบผัวะเข้ามาเต็มซีกแก้ม เจ็บชาตั้งแต่หน้าลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ผมใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆ ในการพุ่งเข้าไปขย้ำคอมันคืน ด้วยอารมณ์โกรธแค้นแสนสาหัส ยิ่งเมื่อนึกถึงใบหน้าแววตาของทั้งพ่อและพี่ตะวันที่ตายไป แรงกายพละกำลังมีเท่าไหร่ ผมโถมใส่ไปจนไม่เหลือ
“ไอ้ทิวา ไอ้หมาบ้า”
“มึงมันไอ้คนเนรคุณ ไอ้คนอกตัญญู มึงให้คนฆ่าพ่อกูทำไม กูจะฆ่ามึงให้เหมือนที่มึงฆ่าพ่อกับพี่กู” ผมกระโจนเข้าไปรัวหมัดใส่หน้าหล่อละม้ายคล้ายพ่อและพี่ชาย แต่ยังอัดมันไม่ทันหนำใจก็ถูกถีบกระเด็นลงมานอนหงายคลุกทราย แถมยังถูกคลื่นซัดจนเสียหลัก ทำให้ถูกอีกฝ่ายตามมาต่อยได้อีกหลายหมัด
“ทำไมมึงไม่ตายไปซะทิวา ทำไมมึงไม่ตายสักที” กำปั้นหนักเหวี่ยงกระแทกต่อยเข้ามาจนเต็มหน้าท้อง จุกจนยืนไม่ไหว เจ็บจนทรงตัวไม่อยู่ ผมทำได้แค่ปักหัวเข่าลงไปนั่งคุดคู้อยู่บนชายหาด คลื่นสาดซัดซวนเซจนเสียหลัก กำปั้นแข็งเหวี่ยงซัดต่อยเข้ามาจนเต็มกกหู หน้าคะมำล้มคว่ำจมลงไปกินน้ำเค็มหลายอึกใหญ่ ก่อนจะถูกกระชากคอเสื้อขึ้นมาใหม่อีกคน
“ถ้ามึงกับแม่มึงยังไม่ลงนรก กูไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก” ผมแหงนคอขึ้นไปต่อปาก ยิ้มยั่วกวนตีนทั้งที่ตัวเองเจ็บเจียนตาย
“กูเกลียดมึง เกลียดพี่มึง เกลียดแม่มึง ได้ยินมั้ยว่ากูเกลียดมึง ทิวา”
“ไม่ต้องห่วง กูก็เกลียดมึงเหมือนกัน ถุย!” น้ำลายข้นผสมเลือดถ่มขึ้นไปเต็มใบหน้า
“ไอ้เหี้ย”
เพียะ เพียะ เพียะ มือหนักสะบัดตบลงมาซ้ำๆ จนหน้าคะมำคว่ำลงไปจมอยู่กับฟองคลื่นน้ำทะเลเค็มๆ ปากและจมูกทั้งสูดทั้งกินและสำลักเอาทั้งน้ำทั้งทรายเข้าไปแสบปากแสบคอไปหมด
“ลากมันไป”
อาการร้อนวูบๆ บนใบหน้ากับเสียงคล้ายเวลาคลื่นทะเลซัดเข้ามากระทบฝั่งดังอยู่ใกล้ๆ ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพบว่าตัวเองถูกมัดขังไว้ในห้องหรืออาจเป็นท้องเรือแคบ ที่มั่นใจว่าเป็นท้องเรือเพราะอาการโคลงเคลงไปมาตามจังหวะโยนตัวของคลื่น
“เฮ้ย ใครอยู่ข้างนอกปล่อยกู” ผมแหกปากตะโกนแข่งกับเสียงลมเสียงคลื่น จับความเคลื่อนไหวและเสียงเครื่องยนต์เหมือนเวลานี้เรือกำลังแล่นด้วยความเร็ว
หลังจากตะโกนอยู่สองสามครั้งแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ จึงหันมาจัดการกับปมเชือกที่มัดเหมือนพวกมันอยากให้เส้นเลือดผมตีบตันแล้วปล่อยให้แขนขาขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงแห้งตายไปอย่างช้าๆ
“มึง ไอ้อาทิตย์ กูกับมึงชาตินี้คงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ หลุดไปได้เมื่อไหร่กูสาบานว่าจะกระทืบมึงให้ตายเลย” ผมพยายามหาทางแกะเชือกไปพร้อมกับประดิษฐ์คำด่าที่คิดว่าสาสมกับความเลวของไอ้พี่ชายร่วมพ่อ
“หือ” เสียงเครื่องยนต์และความเร็วเรือผ่อนลง ทำให้ผมต้องตั้งใจเงี่ยหูฟังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้านนอก เรือโครงโยกไปโยกมาพักหนึ่ง จากนั้นประตูแคบถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายหน้าตาเหมือนเพิ่งแหกคุกบางขวางออกมาได้ตรงเข้ามาหิ้วปีกลากคอแล้วถีบผมลงจากเรือ
“ไอ้สัด” ผมหันไปด่ามันทันที เมื่อสำลักน้ำเค็มตะเกียกตะกายกว่าจะลุกขึ้นมายืนได้ด้วยความทุลักทุเล
“อย่าปากดี เดี๋ยวกูตบคว่ำ”
หนังหัวถูกมือหยาบจิกเส้นผมลากไปตามชายหาด ก่อนจะนำมาโยนไว้ในบ้านหลังหนึ่ง ระเบียงยื่นออกไปไกลจากกลุ่มโขดหินระเกะระกะ ผมสลัดหัวสองสามทีไล่หยดน้ำเค็มที่ไหลมาตามใบหน้า กวาดตามองบ้านไม้เหมือนเพิ่งสร้างเสร็จไม่นานนี้ แล้วหันไปมองเกาะใหญ่ซึ่งอยู่ห่างไปพอมองเห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ
“คิดจะเอากูมาฆ่าโยนทะเล อย่างนั้นเหรอ”
มือสองข้างยังคงถูกมัดไพล่ไปทางด้านหลัง แต่ข้อเท้าสองข้างนั้นเชือกถูกคลายจนเวลานี้ผมสามารถเดินได้เป็นปกติ จึงขยับไปยืนมองกลุ่มโขดหิน ซึ่งอยู่ต่ำลงไปจากระเบียง ละอองและฟองคลื่นยามเมื่อมันซัดกลับมากระทบกันดังสนั่นกระเซ็นเป็นหยดน้ำเย็น กระเด็นขึ้นมาเห็นเป็นรอยเปียกชื้นแฉะบนพื้นระเบียงไม้
“ถ้าคิดจะฆ่ามึงโยนทะเล กูถีบมึงตกทะเลไปนานแล้ว ไม่พามาไกลจนถึงนี่ให้เปลืองแรง เปลืองน้ำมันเรือกูหรอก”
“ทำไม กลัวศพกูลอยไปเป็นหลักฐานมัดตัวเจ้านายมึงหรือไง”
“เปล่า กูกลัวว่าพวก กุ้ง หอย ปู ปลาในทะเลมันจะตายห่าเพราะศพเน่าๆ ของมึงต่างหาก”
“หน้าอย่างกับโจรหนีโทษประหาร เสือกมารักน้ำ รักปลา ห่วงหาทะเลและธรรมชาติหรือไงมึง”
“ปากมึงนี่นะ สงสัยต้องโดนตบอีกสักทีสองทีจะได้ไม่มีแรงพูด” มือหยาบเงื้อสูงเหมือนจะตบฉาดซ้ำลงมาบนหน้าบวม แต่มันก็แค่ตั้งท่าทำขึงขังไปอย่างนั้น เพราะมันไม่ได้ตบลงมาจริงๆ นอกจากเลี้ยวขาเดินหายเข้าไปในบ้านครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมโซ่เหล็ก
“มึงทำส้นตีนอะไร ปล่อยกูนะ” ผมก้มลงมองโซ่เส้นใหญ่ พร้อมกำไลเหล็กสำหรับล่ามข้อเท้าที่มันเอามาคล้องใส่ตีนให้ล่ามโยงไว้กับเสาต้นใหญ่ริมระเบียง ส่วนมือสองข้างนั้นไม่ต่างกันเพราะถูกล่ามไว้ เหมือนผมเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ก็ไม่ปาน
“มึงมันฤทธิ์เยอะนักเชือกคงเอามึงไม่อยู่ ดูสิว่าถ้ากูล่ามมึงไว้อย่างนี้แล้วมึงจะมีปัญญาหนีได้หรือเปล่า จนกว่ากูจะขุดหลุมเตรียมฝังศพมึงให้ได้ลึกมากพอจะไม่มีใครไปเจอ ระหว่างนี้กูจะให้มึงนั่งกินลมชมวิวไปก่อน”
“รอบคอบฉิบหาย กูควรภูมิใจในความพิถีพิถันเรื่องหลุมของกูมั้ยเนี่ย” ผมประชดประชันเสียงลอดไรฟันแล้วพยายามเค้นสมองหาทางหนีเอาชีวิตรอด
ผมเห็นไอ้คนตัวใหญ่มันเดินหายไปจากบ้าน หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความเงียบอันวังเวง มีเพียงเสียงลมกับคลื่นหนักๆ ยามที่มันซัดเข้ามากระแทกโขดหินใต้ระเบียงบ้าน ผมเดินลากโซ่ดังแกรกๆ เดินหมุนไปหมุนมาหาทางหนี ก่อนจะถอดใจกลับมานอนแผ่เหมือนรอความตายอยู่ที่เดิม
“ดูเหมือนคนของฉันปล่อยให้นายนอนสบายไปแล้ว” ไอ้พี่ชายต่างแม่เดินส่ายอาดๆ ขึ้นมาตามบันไดต่ำ
“ทำไม....อิจฉาเหรอ”
